กองทัพสหรัฐขอสภาเพิ่มงบซื้ออาวุธเพื่อสกัดจีน

กองกำลังภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ขอให้สภาคองเกรสเพิ่มวงเงินงบประมาณ “เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางทหาร” ของสหรัฐ ในการเผชิญหน้าและรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า พล.ร.อ.ฟิล เดวิดสัน ผู้บัญชากากองกำลังภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐ กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภา ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันอังคารว่า การที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีความมุ่งมั่นยกระดับขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐ เพื่อให้ทัดเทียมกับจีน ในการช่วงชิงอิทธิพลเหนือภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐต้องทบทวนแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
 
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการขยายขอบเขตการติดตั้ง “อาวุธนำวิถีพิสัยไกล” ให้ครอบคลุมทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพให้กับภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งสั่นคลอนมาเป็นเวลานาน อนึ่ง พล.ร.อ.เดวิดสัน เสนอรายงานต่อสภาคองเกรส เมื่อเดือนที่แล้ว ขอเพิ่มวงเงินงบประมาณเพื่อการติดตั้งอาวุธภาคพื้นดินให้ล้อมกรอบ “ห่วงโซ่ระยะที่หนึ่ง” คิดเป็นมูลค่า 408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 12,553.14 ล้านบาท ) เฉพาะปีงบประมาณ 2565 และช่วงเวลาระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2570 มีการตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่ 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 89,225.75 ล้านบาท )
 
อนึ่ง ห่วงโซระยะที่หนึ่ง เป็นขั้นแรกจากทั้งหมด 3 ขั้น ที่เกี่ยวกับเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีน โดยครอบคลุมตั้งแต่ทะเลจีนตะวันออก ผ่านไต้หวัน ไล่ลงมาจนถึงทะเลจีนใต้ คือเข้าสู่ฟิลิปปินส์ เรื่อยลงไปจนถึงเกาะบอร์เนียว นอกจากนั้นยังมี “ห่วงโซ่ระยะที่สอง” ครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก และ “ห่วงโซ่ระยะที่สาม” คือแผนยุทธศาสตร์ป้องกันการโจมตีทางทหารจากภายนอก
 
อย่างไรก็ตาม สหรัฐถอนตัวออกจากการเป็นภาคีของสนธิสัญญาด้านความมั่นคงระหว่างประเทศหลายรายการ โดยเมื่อปีที่แล้วพ้นจากความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ( ไอเอ็นเอฟ ) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับทวิภาคีกับรัสเซีย ลงนามร่วมกันเมื่อเดือน ธ.ค. 2530 หรือในช่วงปลายสงครามเย็น มีสาระสำคัญคือการห้ามทั้งสองฝ่ายพัฒนาขีปนาวุธซึ่งมีพิสัยทำการเกินกว่าที่ระบุไว้ตามข้อตกลง คือระหว่าง 500-5,500 กิโลเมตร ซึ่งต่อมารัสเซียออกจากความร่วมมือนี้เช่นกัน ส่งผลให้ข้อตกลงสิ้นสุดโดยปริยาย
 
นอกจากนี้ รัฐบาลวอชิงตันพ้นจากการเป็นภาคีร่วม สนธิสัญญาว่าด้วยการเปิดน่านฟ้า เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งสาระสำคัญของข้อตกลงคือ การที่รัฐสมาชิกแต่ละแห่งสามารถบินอากาศยานสอดแนมไม่ติดอาวุธเหนือน่านฟ้าของกันและกันได้ เพื่อสำรวจ เก็บข้อมูล และการบันทึกภาพ อันจะเป็นการยกระดับความร่วมมือทางทหาร ข่าวกรอง และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นระดับพหุภาคีภายในกลุ่มสนธิสัญญามีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2545 มีภาคีเหลือ 34 ประเทศ หลังสหรัฐถอนตัว